เริ่มจากข่าวดีก่อน: ในพระไตรปิฎก ความรู้สึกทางเพศไม่ใช่ "บาป" หรือความสกปรก — มันคือธรรมชาติของใจที่มาพร้อมวัย คำถามที่พระพุทธศาสนาสนใจไม่ใช่ "รู้สึกได้ไหม" แต่คือ "อยู่กับมันยังไงไม่ให้มันลากเราไป" และมีพระสูตรที่ตอบเรื่องนี้แบบตรงไปตรงมาที่สุด
พระเจ้าอุเทนแห่งกรุงโกสัมพี เสด็จไปถามพระปิณโฑลภารทวาชะด้วยคำถามที่ตรงมาก — ตรงจนวัยรุ่นทุกยุคน่าจะอยากรู้คำตอบ:
"อะไรหนอเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้ภิกษุหนุ่มเหล่านี้ผู้แรกรุ่น มีผมดำสนิท หนุ่มแน่น อยู่ในปฐมวัย ยังไม่หมดความร่าเริงในกามทั้งหลาย ประพฤติพรหมจรรย์บริสุทธิ์บริบูรณ์จนตลอดชีวิต และปฏิบัติอยู่ได้นาน"
คำถามของพระเจ้าอุเทน ในภารทวาชสูตร — พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๘ ข้อ ๑๒๗
แปลว่า: เด็กหนุ่มพวกนี้ฮอร์โมนยังเต็มร้อยแท้ๆ ("ยังไม่หมดความร่าเริงในกาม") ทำไมคุมตัวเองได้? — สังเกตว่าคำถามนี้ยอมรับตั้งแต่ต้นว่าความรู้สึกนั้นมีอยู่จริง ไม่มีใครแกล้งทำเป็นว่ามันไม่มี
ชั้นที่ 1: เปลี่ยนมุมมองต่อคน — พระพุทธเจ้าสอนให้ "ตั้งจิตไว้ในสตรีคราวมารดาว่าเป็นมารดา คราวพี่สาวน้องสาวว่าเป็นพี่สาวน้องสาว คราวธิดาว่าเป็นธิดา" คือฝึกมองคนให้เป็น "คน" ที่มีสถานะเหมือนคนในครอบครัวเรา ไม่ใช่วัตถุทางเพศ
แต่พระเจ้าอุเทนแย้งทันที — และคำแย้งนี้แหละที่ทำให้สูตรนี้น่าเชื่อ: "จิตเป็นธรรมชาติโลเลนัก" บางทีมองเป็นแม่เป็นพี่สาวแล้ว ความรู้สึกก็ยังเกิดอยู่ดี มีวิธีอื่นอีกไหม? — พระไตรปิฎกยอมรับตรงนี้เลยว่าวิธีแรกอาจเอาไม่อยู่ ใจคนมันดิ้นจริงๆ
ชั้นที่ 2: มองทะลุผิว — พิจารณาร่างกาย (ของเราเองก่อนเลย) ว่าใต้ผิวหนังลงไปมีอะไรบ้าง: ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก อวัยวะภายใน ฯลฯ — ความหลงใหลอาศัยการมองแค่เปลือกเสมอ พอเห็นครบทั้งระบบ ความ "เป๊ะ" ที่ใจเราปรุงขึ้นก็จางลง แต่พระเจ้าอุเทนก็แย้งอีก (ตรงอีกแล้ว): สำหรับคนที่ยังไม่ได้ฝึก บางที "ตั้งใจว่าจะมองเป็นของไม่งาม (แต่อารมณ์) กลับปรากฏเป็นของงามก็มี" — จะทำไงต่อ?
ชั้นที่ 3: คุมประตูตั้งแต่ต้นทาง — คำตอบสุดท้ายคือ อินทรียสังวร:
"เธอทั้งหลายเห็นรูปทางตาแล้ว อย่ารวบถือ อย่าแยกถือ จงปฏิบัติเพื่อสำรวมจักขุนทรีย์ ซึ่งเมื่อไม่สำรวมแล้ว จะเป็นเหตุให้ถูกธรรมที่เป็นบาปอกุศลคืออภิชฌาและโทมนัสครอบงำได้"
พุทธพจน์ในภารทวาชสูตร — พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๘ ข้อ ๑๒๗
"อย่ารวบถือ อย่าแยกถือ" คือเห็นแล้วไม่เก็บภาพรวมมาปรุงต่อ ไม่ซูมรายละเอียดมาเสพซ้ำ — เห็นก็คือเห็น แล้วผ่านไป ไม่กดบันทึก ไม่เปิดดูซ้ำในหัว ความรู้สึกที่ไม่ถูกป้อนอาหารจะดับของมันเอง
ปิดท้าย พระเจ้าอุเทนสารภาพเองว่า: วันไหนเข้าวังฝ่ายในโดย "ไม่ตั้งสติ ไม่สำรวมอินทรีย์" ความโลภครอบงำทุกที แต่วันไหนคุมตา คุมใจ ตั้งสติไว้ — มันไม่ครอบงำ คนที่ยืนยันว่าวิธีนี้ได้ผล คือกษัตริย์ที่มีสนมเต็มวัง ไม่ใช่พระ