"กาเมสุมิจฉาจารา เวรมณี" เป็นศีลข้อที่คนท่องได้แต่อธิบายไม่ค่อยถูก บ้างเข้าใจว่าห้ามเรื่องเพศทั้งหมด บ้างเข้าใจว่าแค่ห้ามเป็นชู้ — พระไตรปิฎกมีนิยามไว้ชัดเจนเป็นข้อๆ และพอกางดูจริงๆ จะพบว่าแก่นของมันทันสมัยมาก
ในสาเลยยกสูตร พระพุทธเจ้าทรงอธิบายแก่ชาวบ้านหมู่บ้านสาลา ว่าความประพฤติอธรรมทางกาย ข้อที่สามคืออะไร:
"เป็นผู้ประพฤติผิดในกาม คือ เป็นผู้ประพฤติล่วงในสตรีที่อยู่ในปกครองของมารดา ที่อยู่ในปกครองของบิดา ... ที่อยู่ในปกครองของพี่ชายน้องชาย ที่อยู่ในปกครองของพี่สาวน้องสาว ที่อยู่ในปกครองของญาติ ... ที่ประพฤติธรรม มีสามี มีกฎหมายคุ้มครอง โดยที่สุด แม้สตรีที่บุรุษสวมด้วยพวงมาลัยหมายไว้"
พุทธพจน์จากสาเลยยกสูตร — พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๒ ข้อ ๔๔๐
สังเกตสิ่งที่นิยามนี้ไม่ได้พูดถึงก่อน: ไม่ได้ห้ามความรัก ไม่ได้ห้ามมีคู่ ไม่ได้บอกว่าเรื่องเพศเป็นของสกปรก — ศีลข้อ 3 พูดเรื่องเดียวเท่านั้น: การล่วงละเมิดคนที่เราไม่มีสิทธิ์ ซึ่งในบริบทสังคมโบราณระบุเป็นรายการ: คนที่ยังอยู่ในความดูแลของพ่อแม่ญาติพี่น้อง (เยาวชน), คนที่มีคู่แล้ว, คนที่กฎหมายคุ้มครอง และที่ละเอียดที่สุด — "แม้สตรีที่บุรุษสวมด้วยพวงมาลัยหมายไว้" คือขนาดแค่คู่หมั้นของคนอื่น ยังนับว่าล่วงไม่ได้
รายการในพระสูตรเขียนตามโครงสร้างสังคมเมื่อ 2,500 ปีก่อน (จึงกล่าวจากมุมผู้ชายเป็นหลัก) แต่ถ้าถอดหลักออกมา จะได้เกณฑ์ที่ใช้ได้กับทุกคนทุกเพศ (การเทียบเป็นภาษาปัจจุบันนี้ เป็นการเรียบเรียงของผู้เขียน):
สรุปสั้นที่สุด: ศีลข้อ 3 คือศีลว่าด้วยการเคารพสิทธิ์ในตัวคนอื่น ความรักที่คนสองคนว่างและเต็มใจทั้งคู่ ไม่ได้ผิดศีลข้อนี้ สิ่งที่ผิดคือการเอาความอยากของเราไปเหยียบสิทธิ์ ความไว้ใจ หรือหัวใจของใครสักคน
ในสาเลยยกสูตรเอง ความประพฤติอธรรม 10 ข้อ (รวมข้อนี้) คือเหตุให้ไปสู่ทุคติ ส่วนในชาตินี้มองเห็นได้ไม่ยาก: ครอบครัวแตก ความไว้ใจพัง คดีความ และบาดแผลในใจของทุกฝ่ายรวมทั้งตัวเอง — ศีลข้อนี้จึงไม่ใช่กติกาไว้จับผิดใคร แต่เป็นรั้วที่กันเราไม่ให้สร้างแผลที่ลึกที่สุดชนิดหนึ่งที่มนุษย์ทำต่อกันได้