ปัญหา "ใครพูดจริง ใครพูดเท็จ" ไม่ใช่โรคของยุคโซเชียล เมื่อสองพันห้าร้อยปีก่อน ชาวบ้านทั้งนิคมเคยยกขบวนมาถามพระพุทธเจ้าด้วยคำถามเดียวกันนี้เป๊ะ และได้คำตอบที่โลกยกย่องว่าเป็น "กฎบัตรเสรีภาพทางความคิด" ฉบับแรกๆ ของมนุษยชาติ
ที่เกสปุตตนิคมของชาวกาลามะ มีนักบวชนักสอนเดินทางผ่านมาเรื่อยๆ และทุกคณะทำเหมือนกันหมด: "พูดประกาศแต่เฉพาะวาทะของตัวเท่านั้น ส่วนวาทะของผู้อื่นช่วยกันกระทบกระเทียบ ดูหมิ่น พูดกด ทำให้ไม่น่าเชื่อ" (ฟังดูคุ้นๆ เหมือนฟีดโซเชียลทุกวันนี้ไหมครับ)
ชาวกาลามะจึงมาทูลถามตรงๆ ว่า พวกเขาสงสัยไปหมดแล้ว — ใครพูดจริง ใครพูดเท็จ?
คำตอบแรกของพระพุทธเจ้าน่าทึ่งมาก: พระองค์ชมที่พวกเขาสงสัย — "ก็ควรแล้วที่ท่านทั้งหลายจะเคลือบแคลงสงสัย และท่านทั้งหลายเกิดความเคลือบแคลงสงสัย ในฐานะที่ควรแล้ว" — แล้วจึงประทานหลักที่เรียกกันว่า กาลามสูตร 10 ข้อ
"ท่านทั้งหลายอย่าได้ยึดถือตามถ้อยคำที่ได้ยินได้ฟังมา อย่าได้ยึดถือตามถ้อยคำสืบๆ กันมา อย่าได้ยึดถือโดยตื่นข่าวว่า ได้ยินอย่างนี้ อย่าได้ยึดถือโดยอ้างตำรา อย่าได้ยึดถือโดยเดาเอาเอง อย่าได้ยึดถือโดยคาดคะเน อย่าได้ยึดถือโดยความตรึกตามอาการ อย่าได้ยึดถือโดยชอบใจว่าต้องกันกับทิฐิของตัว อย่าได้ยึดถือโดยเชื่อว่าผู้พูดสมควรจะเชื่อได้ อย่าได้ยึดถือโดยความนับถือว่าสมณะนี้เป็นครูของเรา"
พุทธพจน์จากเกสปุตตสูตร (กาลามสูตร) — พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง เล่ม ๒๐ ข้อ ๕๐๕
ลองไล่ดู จะพบว่าครอบคลุมข่าวปลอมทุกประเภทของยุคนี้: ฟอร์เวิร์ดไลน์ (ฟังตามกันมา), "เขาว่ากันว่า" (ตื่นข่าว), "มีงานวิจัยบอก" ที่ไม่เคยเปิดอ่านจริง (อ้างตำรา), เชื่อเพราะตรงกับที่ตัวเองคิดอยู่แล้ว (ต้องกันกับทิฐิของตัว — คือ confirmation bias), และเชื่อเพราะคนพูดดูน่าเชื่อถือหรือเป็นครูบาอาจารย์ของเรา
กาลามสูตรไม่ได้สอนให้ไม่เชื่ออะไรเลย — พระองค์ให้เกณฑ์ตัดสินแทน: ดูที่ผลจริงของมัน เมื่อรู้ได้ด้วยตนเองว่าสิ่งใดเป็นอกุศล มีโทษ ผู้รู้ติเตียน ทำแล้ว "เป็นไปเพื่อสิ่งไม่เป็นประโยชน์ เพื่อทุกข์" — ให้ละเสีย สิ่งใดเป็นกุศล ไม่มีโทษ ผู้รู้สรรเสริญ ทำแล้ว "เป็นไปเพื่อประโยชน์ เพื่อสุข" — จึงค่อยถือปฏิบัติ
แล้วพระองค์ทรงสาธิตวิธีใช้เกณฑ์นี้ทันที โดยไม่ขอให้เชื่อพระองค์เลยสักคำ: ทรงถามชาวกาลามะทีละข้อว่า ความโลภ ความโกรธ ความหลง เกิดขึ้นในใจใครแล้ว เป็นประโยชน์หรือเป็นโทษ? ชาวกาลามะตอบเองได้หมดจากประสบการณ์ตรงของพวกเขา — นี่คือครูที่สอนวิธีคิด ไม่ใช่สอนให้จำคำตอบ