เรื่องที่หลายคนไม่รู้: พระพุทธเจ้าเล่าเองว่า ก่อนตรัสรู้ พระองค์ก็เคยกลัวจน "ขนพองสยองเกล้า" — และวิธีที่พระองค์ใช้เอาชนะมัน ถูกบันทึกไว้เป็นพระสูตรทั้งบท
พราหมณ์ชาณุสโสณิมาทูลถามพระพุทธเจ้าเรื่องการอยู่ป่า ว่าเสนาสนะป่าอันเงียบสงัด อยู่ยากทนยาก ป่าเหมือนจะ "ชักนำจิต" ของผู้ที่ยังไม่มีสมาธิให้หวั่นไหว พระพุทธเจ้าทรงยอมรับว่าจริง แล้วเล่าประสบการณ์ของพระองค์เองสมัยยังเป็นโพธิสัตว์ (ก่อนตรัสรู้) แบบไม่มีการวางภาพลักษณ์เลย
พระองค์เล่าว่า ทรงเคยจงใจไปอยู่ในสถานที่ที่ขึ้นชื่อว่าน่ากลัวที่สุด — อารามเจดีย์ วนเจดีย์ รุกขเจดีย์ (ศาลและต้นไม้ใหญ่ที่คนเชื่อว่ามีเทวดาหรือวิญญาณสิง) ในคืน 14 ค่ำ 15 ค่ำ และ 8 ค่ำ — คืนที่คนสมัยนั้นถือว่าผีดุที่สุด — "ด้วยหวังว่า เราจะได้เห็นความน่ากลัวและความขลาด"
และความกลัวก็มาจริง
"เมื่อเราอยู่ในเสนาสนะนั้น สัตว์ป่ามา นกยูงทำไม้ให้ตกลงมา หรือลมพัดเศษใบไม้ให้ตกลงมา เรานั้นได้มีความดำริว่า 'ความกลัวและความขลาดนี้นั้นย่อมเกิดขึ้นแน่นอน' เรานั้นได้มีความดำริว่า 'เพราะเหตุไร เราจึงหวังเฉพาะแต่เรื่องความกลัวอยู่อย่างเดียว ทางที่ดี เราควรจะกำจัดความกลัวและความขลาดที่เกิดขึ้นแก่เราในอิริยาบถที่เราเป็นอยู่นั้นๆ เสีย'
เมื่อเรากำลังจงกรมอยู่ ความกลัวและความขลาดเกิดขึ้นแก่เรา เราจะไม่ยืน ไม่นั่ง ไม่นอน จะจงกรมอยู่ จนกว่าจะกำจัดความกลัวและความขลาดนั้นได้ ... เมื่อเรานอนอยู่ ความกลัวและความขลาดเกิดขึ้นแก่เรา เราจะไม่นั่ง ไม่ยืน ไม่จงกรม จะนอนอยู่จนกว่าจะกำจัดความกลัวและความขลาดนั้นได้"
พุทธพจน์จากภยเภรวสูตร — พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๒ ข้อ ๔๙ (ตัดความ)
หนึ่ง — ความกลัวถูกกระตุ้นด้วยอะไร? ไม่ใช่ผีที่ปรากฏตัว แต่คือ "นกยูงทำไม้ให้ตกลงมา ลมพัดเศษใบไม้" — เสียงกิ่งไม้หัก เสียงใบไม้แกรก พระสูตรอายุสองพันห้าร้อยปีบันทึกไว้ตรงกับที่เรารู้กันทุกวันนี้เป๊ะ: สิ่งที่หลอกเราส่วนใหญ่คือเสียงธรรมดา ที่ใจเรารีบเติมเรื่องใส่ให้มันเอง
สอง — วิธีรับมือของพระองค์ คือกติกาที่เด็ดขาดมาก: ความกลัวมาตอนอยู่ท่าไหน ให้อยู่ท่านั้นต่อจนกว่าความกลัวจะดับ กำลังเดินก็เดินต่อ กำลังนอนก็นอนต่อ — ห้ามเปลี่ยนอิริยาบถหนี เพราะทันทีที่ลุกวิ่ง เราได้สอนใจตัวเองว่า "สิ่งนั้นน่ากลัวจริง" และความกลัวจะโตขึ้นทุกครั้ง การอยู่กับมันจนมันฝ่อไปเอง คือการพิสูจน์กับใจว่ามันไม่มีอะไร (นักจิตวิทยายุคนี้เรียกหลักการเดียวกันนี้ว่า exposure — พระพุทธเจ้าใช้กับพระองค์เองก่อนใคร)