ในสิงคาลกสูตร "ทาสกรรมกร" คือหนึ่งในหกทิศที่ต้องได้รับการปิดป้องดูแล — และหน้าที่ 5 ข้อที่พระพุทธเจ้ากำหนดให้ "นาย" ทำต่อคนทำงาน อ่านแล้วเหมือน สวัสดิการบริษัทยุคใหม่ทั้งที่ตรัสไว้เมื่อ 2,500 ปีก่อน ในยุคที่มีระบบทาสจริงๆ
"นายพึงบำรุงทาสกรรมกรผู้เป็นทิศเบื้องต่ำโดยหน้าที่ ๕ ประการ คือ ๑. จัดการงานให้ทำตามสมควรแก่กำลัง ๒. ให้อาหารและค่าจ้าง ๓. ดูแลรักษายามเจ็บป่วย ๔. ให้อาหารมีรสแปลก ๕. ให้หยุดงานตามโอกาส"
พุทธพจน์จากสิงคาลกสูตร — พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๑ ข้อ ๒๗๑
แปลงเป็นภาษา HR วันนี้ได้ทีละข้อ: มอบงานตามกำลัง (ไม่ใช่โยนงานสามคนให้คนเดียว — ป้องกัน burnout ตั้งแต่ต้นทาง) · ค่าตอบแทนเป็นธรรม · ดูแลยามป่วย (ประกันสุขภาพ/ลาป่วยโดยไม่ต้องรู้สึกผิด) · "ให้อาหารมีรสแปลก" — แบ่งของอร่อยของพิเศษให้บ้าง คือโบนัส เลี้ยงข้าวทีม ของขวัญตามวาระ ความรู้สึกว่า "นายเห็นเราเป็นคน" · และ ให้วันหยุด — สิทธิลาพักร้อนในพระไตรปิฎก
"ทาสกรรมกร...ย่อมอนุเคราะห์นายด้วยหน้าที่ ๕ ประการ คือ ๑. ตื่นขึ้นทำงานก่อนนาย ๒. เลิกงานเข้านอนทีหลังนาย ๓. ถือเอาแต่ของที่นายให้ ๔. ทำงานให้ดีขึ้น ๕. นำคุณของนายไปสรรเสริญ"
พุทธพจน์จากสิงคาลกสูตร — พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๑ ข้อ ๒๗๑
ฝั่งคนทำงานถอดแก่นได้ว่า: ขยันโดยไม่ต้องมีคนจ้ำจี้ (ข้อ 1-2 ในบริบทปัจจุบัน คือรับผิดชอบงานให้จบโดยไม่ต้องถูกตาม ไม่ใช่การอยู่ออฟฟิศดึกเอาหน้า) · ไม่หยิบของหลวง ไม่เบิกเกินจริง (ข้อ 3) · พัฒนางานให้ดีขึ้นเรื่อยๆ ไม่ใช่แค่ทำให้เสร็จๆ (ข้อ 4) · และไม่ด่าองค์กรลับหลังแบบเสียๆ หายๆ (ข้อ 5 — ซึ่งจะทำได้จริงก็ต่อเมื่อนายทำหน้าที่ 5 ข้อของฝั่งตัวเองด้วย มันคือสัญญาสองทางเสมอ)
สิงคาลกะไหว้ทิศทั้งหกตามคำพ่อโดยไม่รู้ความหมาย พระพุทธเจ้าเปลี่ยนพิธีนั้น เป็นการ "ไหว้" ด้วยการทำหน้าที่ — และทรงจัดให้คนทำงานใต้บังคับบัญชา เป็นทิศที่นายต้องบำรุงเหมือนทิศอื่นทุกทิศ ในโลกที่ทาสเป็นทรัพย์สิน การประกาศว่านายมีหน้าที่ต่อทาส (ไม่ใช่แค่ทาสมีหน้าที่ต่อนาย) คือเรื่องก้าวหน้าระดับปฏิวัติ — ตำแหน่ง "ต่ำ-สูง" ในสูตรนี้คือผังองค์กร ไม่ใช่คุณค่าความเป็นคน