หลายคนคิดว่าพุทธศาสนาสอนแต่ให้สละทรัพย์ — แต่มีพระสูตรหนึ่งที่พระพุทธเจ้าให้ "หลักการเงินส่วนบุคคล" กับคนธรรมดาแบบเราตรงๆ และมันตรงกับตำราการเงินยุคนี้อย่างน่าทึ่ง
ชายชาวโกฬิยะชื่อ ทีฆชาณุ เข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้า แล้วเปิดบทสนทนาด้วยความซื่อที่สุด ในพระไตรปิฎก — เขาบอกว่า ข้าพระองค์เป็นคฤหัสถ์ ยังครองเรือน นอนเบียดลูก ยังใช้ของหอม "ยังยินดีเงินและทองอยู่" ขอธรรมที่เหมาะกับคนแบบข้าพระองค์ เพื่อประโยชน์สุขทั้งในชาตินี้และภายหน้าเถิด
พระพุทธเจ้าไม่ได้ตอบให้เขาไปบวช แต่ให้ธรรม 4 ข้อสำหรับความสุขในปัจจุบัน ที่คนรุ่นหลังเรียกกันว่า "หัวใจเศรษฐี" (อุ อา กะ สะ)
"รายได้ของเราจักต้องเหนือรายจ่าย และรายจ่ายของเราจักต้องไม่เหนือรายได้ เปรียบเหมือนคนชั่งตาชั่ง ยกตาชั่งขึ้นแล้ว ย่อมรู้ว่าต้องลดออกเท่านี้ หรือต้องเพิ่มเข้าเท่านี้"
ความจากทีฆชาณุสูตร — พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง เล่ม ๒๓ ข้อ ๑๔๔ (เรียงความใหม่เล็กน้อย)
ใช่แล้ว — งบดุลรายรับต้องมากกว่ารายจ่าย คือพุทธพจน์อายุ 2,500 กว่าปี พระองค์ยังตรัสถึงคนสองแบบที่พังทั้งคู่: คนรายได้น้อยแต่ใช้ชีวิตโอ่โถง ("เหมือนคนเคี้ยวกินผลมะเดื่อ" — คำอธิบายโบราณว่าเขย่าต้นทีเดียว ผลร่วงเสียหายเกินที่ได้กิน) กับคนรายได้มากแต่ใช้อย่างฝืดเคือง ("จักตายอย่างอนาถา")
พระองค์เปรียบทรัพย์เหมือนสระน้ำใหญ่ที่มีทางน้ำเข้า 4 ทาง ทางน้ำออก 4 ทาง ต่อให้หาเก่งแค่ไหน ถ้าเปิดทางออกไว้ สระก็แห้ง ทางเสื่อมทรัพย์ 4 ทางที่ตรัสไว้คือ เป็นนักเลงหญิง เป็นนักเลงสุรา เป็นนักเลงการพนัน และคบมิตรชั่ว — สามข้อแรกคือรายจ่ายเสพติดที่โตเรื่อยๆ ข้อสุดท้ายคือคนรอบตัวที่พาเราไปสามข้อแรก
ส่วนธรรม 4 ข้อเพื่อภายหน้า ได้แก่ ศรัทธา ศีล จาคะ (รู้จักให้) และปัญญา — ความมั่นคงทางการเงินกับความมั่นคงทางใจ พระองค์ให้มาคู่กันเสมอ