คนที่คิดจะ "ลาออก" ในพระสูตรนี้ ไม่ใช่คนขี้เกียจ — ตรงกันข้าม เขาคือพระที่เพียรหนักที่สุดรูปหนึ่ง และนั่นแหละคือปัญหา
พระโสณะบวชด้วยศรัทธาแรงกล้า และปฏิบัติแบบเอาเป็นเอาตาย แต่ยิ่งเพียรกลับยิ่งไม่ไปไหน วันหนึ่งขณะหลีกเร้นอยู่ลำพัง ความคิดนี้ก็ผุดขึ้น: เราก็เป็นสาวกที่ปรารภความเพียรมากที่สุดคนหนึ่ง แต่จิตก็ยังไม่หลุดพ้น ครอบครัวเราก็มีทรัพย์ — หรือเราสึกไปใช้ชีวิตฆราวาส ทำบุญเอาก็พอ?
ใครเคยเพียรสุดตัวแล้วไม่เห็นผล จะรู้ว่าความคิดแบบนี้เจ็บแค่ไหน มันไม่ใช่ความขี้เกียจ แต่มันคือความหมดหวังของคนที่ทุ่มไปหมดแล้ว
พระพุทธเจ้าทรงทราบความคิดนี้ จึงเสด็จมาหาพระโสณะถึงที่ แล้วไม่ได้เริ่มจากการตำหนิหรือปลอบ แต่เริ่มจากสิ่งที่พระโสณะรู้ดีที่สุด — สมัยเป็นฆราวาส พระโสณะเป็นนักดีดพิณ
"โสณะ สมัยใดสายพิณของเธอตึงเกินไป สมัยนั้นพิณของเธอมีเสียงไพเราะ ควรแก่การใช้หรือไม่" — "ไม่เป็นเช่นนั้น พระเจ้าข้า"
"สมัยใดสายพิณของเธอหย่อนเกินไป สมัยนั้นพิณของเธอมีเสียงไพเราะ ควรแก่การใช้หรือไม่" — "ไม่เป็นเช่นนั้น พระเจ้าข้า"
"ก็สมัยใดสายพิณของเธอไม่ตึงเกินไป ไม่หย่อนเกินไป ตั้งอยู่ในขนาดกลาง สมัยนั้นพิณของเธอย่อมมีเสียงไพเราะ ควรแก่การใช้หรือไม่" — "อย่างนั้น พระเจ้าข้า"
บทสนทนาจากโสณสูตร — พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง เล่ม ๒๒ ข้อ ๓๒๖
แล้วพระองค์จึงตรัสประโยคหัวใจของสูตร
"ฉันนั้นเหมือนกันแล ความเพียรที่ปรารภมากเกินไป ย่อมเป็นไปเพื่อความฟุ้งซ่าน ความเพียรที่หย่อนเกินไป ย่อมเป็นไปเพื่อความเกียจคร้าน เพราะเหตุนั้นแหละ เธอจงตั้งความเพียรให้สม่ำเสมอ"
พุทธพจน์จากโสณสูตร — พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง เล่ม ๒๒ ข้อ ๓๒๖
พระโสณะปรับ "สายพิณ" ของตัวเองใหม่ — ไม่ได้เลิก และไม่ได้อัดหนักขึ้น แต่ตั้งความเพียรให้สม่ำเสมอ ไม่นานท่านก็บรรลุเป็นพระอรหันต์
สิ่งที่คมที่สุดในสูตรนี้คือการวินิจฉัยของพระพุทธเจ้า: อาการอยากเลิกของพระโสณะ ไม่ได้เกิดจากความพยายามน้อยไป แต่เกิดจากความพยายามที่ตึงเกินไป ("ความเพียรที่ปรารภมากเกินไป ย่อมเป็นไปเพื่อความฟุ้งซ่าน") คนสมัยนี้เรียกอาการนี้ว่า burnout — เพียรจนใจฟุ้ง แล้วสรุปเอาว่าตัวเองไม่เหมาะกับทางนี้
ทางออกที่พระองค์ให้จึงไม่ใช่ "สู้ต่อไป" หรือ "พักเถอะ เลิกเถอะ" แต่คือ "จูนใหม่" — หาความตึงที่เสียงเพราะที่สุดสำหรับเครื่องดนตรีตัวเราเอง