วันหนึ่งมีคนมาเสนอไอเดียการตลาดให้พระพุทธเจ้า: "ให้พระสักรูปแสดงฤทธิ์สิ ชาวเมืองจะได้เลื่อมใสมากขึ้น" คำตอบของพระองค์คมจนใช้ได้ถึงยุคที่ใครๆ ก็อวดปาฏิหาริย์ขายของ — แถมในสูตรเดียวกันมีนิทานจักรวาลที่สนุกที่สุดเรื่องหนึ่งในพระไตรปิฎก
เกวัฏฏะ บุตรคหบดีชาวเมืองนาลันทา มาทูลว่า เมืองนี้คนมั่งคั่งเยอะ ถ้าพระผู้มีพระภาครับสั่งให้ภิกษุสักรูป "แสดงอิทธิปาฏิหาริย์" ให้เห็นกันชัดๆ ชาวเมืองจะยิ่งเลื่อมใสเป็นทวีคูณ — ข้อเสนอที่ฟังดูสมเหตุสมผลมากในทางการตลาด
พระพุทธเจ้าทรงตอบว่า ปาฏิหาริย์ที่พระองค์รับรองมี 3 อย่าง:
แต่สองอย่างแรก พระองค์ตรัสว่า "เราเล็งเห็นโทษ ... จึงเหนื่อยหน่าย ระอา รังเกียจ" เพราะอะไร? เพราะคนที่ไม่ศรัทธาอยู่แล้วจะบอกว่า "อ๋อ มีวิชาอยู่ประเภทหนึ่งเรียกว่าคันธาริ... เพราะมีวิชานั้น" — คือต่อให้เหาะให้ดูตรงหน้า คนไม่เชื่อก็แค่บอกว่าเป็นมายากล ฤทธิ์สร้างความตื่นตะลึงได้ แต่สร้างปัญญาไม่ได้ ส่วนการสอนที่เปลี่ยนคนได้จริง ผลของมันปลอมไม่ได้และปฏิเสธไม่ได้ นั่นแหละปาฏิหาริย์ที่พระองค์เลือกใช้ทั้งชีวิต
แล้วพระองค์ทรงเล่าเรื่องนี้ให้เกวัฏฏะฟัง — ภิกษุรูปหนึ่งเกิดสงสัยปัญหาใหญ่: ธาตุทั้งสี่ (ดิน น้ำ ไฟ ลม) ไปดับสนิทที่ไหน? ท่านเข้าสมาธิจน "เห็นทางไปเทวโลก" แล้วออกเดินทางไปถามตามลำดับชั้น เหมือนไต่ระดับหน่วยงานราชการ:
เทพชั้นจาตุมหาราชิกา → "ไม่ทราบ ท่านลองถามท้าวมหาราชทั้ง 4 ผู้ใหญ่กว่าพวกเรา" → ท้าวมหาราช → "ไม่ทราบ ลองชั้นดาวดึงส์" → ดาวดึงส์ → ท้าวสักกะ (พระอินทร์) → ชั้นยามา → ดุสิต → นิมมานรดี → ปรนิมมิตวสวัตดี — ทุกชั้นตอบเหมือนกันหมด: "ไม่ทราบ แต่ข้างบนน่าจะรู้" จนสุดทางที่ท้าวมหาพรหม ผู้ซึ่งเหล่าเทพร่ำลือว่า "เป็นผู้สร้าง ผู้บันดาล ... ไม่มีอะไรที่พระพรหมไม่รู้"
พอเจอตัวจริง ภิกษุถามคำถามเดิม ท้าวมหาพรหมตอบว่า: "เราเป็นพรหมผู้ยิ่งใหญ่ เป็นผู้สร้าง ผู้บันดาล ผู้ประเสริฐ..." — ตอบไม่ตรงคำถาม ภิกษุถามซ้ำ ก็ได้คำตอบเดิมอีก ถามครั้งที่สาม
"ทันใดนั้น ท้าวมหาพรหมนั้นจับแขนภิกษุนั้นพาไป ณ ที่สมควรแล้วกล่าวว่า 'ภิกษุ พวกเทพผู้นับเนื่องในหมู่พรหมเข้าใจว่า ไม่มีอะไรที่พระพรหมไม่ได้รู้ ไม่ได้เห็น ดังนั้น เราจึงไม่ตอบต่อหน้าพวกเทพเหล่านั้นว่า แม้เราก็ไม่ทราบ ... ไปเถิดภิกษุ ท่านจงไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคแล้วทูลถามปัญหานี้'"
จากเกวัฏฏสูตร — พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๙ ข้อ ๔๙๕ (ตัดความ)
ท้าวมหาพรหมผู้ "ไม่มีอะไรไม่รู้" ต้องลากพระไปกระซิบมุมห้องว่าจริงๆ แล้วไม่รู้ แต่ขายหน้าต่อหน้าลูกน้องไม่ได้ — อารมณ์ขันระดับนี้อยู่ในพระไตรปิฎกจริงๆ ครับ และมันแสบตรงที่เป็นการวิจารณ์ "ผู้ยิ่งใหญ่ที่ไม่กล้าพูดว่าไม่รู้" ที่ใช้ได้ทุกยุค
เมื่อภิกษุกลับมาเฝ้า พระพุทธเจ้าทรงเปรียบว่าเหมือนนกดูฝั่งที่พ่อค้าเดินเรือปล่อยจากเรือ — บินไปทุกทิศ ถ้าไม่เห็นฝั่งก็ต้องกลับมาที่เรือ — เที่ยวถามจนถึงพรหมโลกสุดท้ายก็ต้องกลับมาที่นี่ แล้วทรงชี้ว่าถามผิดตั้งแต่ต้น: คำถามที่ถูกคือธาตุทั้งสี่ "ตั้งอยู่ไม่ได้" ที่ไหน — คำตอบไม่ได้อยู่บนฟ้า แต่อยู่ที่การดับของวิญญาณ (การหยั่งรู้ที่ปรุงแต่ง) ในใจเรานี่เอง