นี่อาจเป็นพระสูตรที่ "จริง" ที่สุดบทหนึ่ง เพราะคนที่มาหาพระพุทธเจ้า ฟังคำตอบแล้วรับไม่ได้ เถียง แล้วเดินหนีไป — เหมือนพวกเราหลายคนตอนเจอความสูญเสียใหม่ๆ
ที่กรุงสาวัตถี ลูกชายคนเดียวของคหบดี (เศรษฐี) คนหนึ่งเสียชีวิต พระไตรปิฎกบรรยายอาการของพ่อคนนี้ไว้ละเอียดจนน่าใจหาย: "การงานก็ไม่เป็นอันทำ อาหารก็ไม่เป็นอันกิน" เขาไปที่ป่าช้า เดินคร่ำครวญว่า "ลูกโทน เจ้าอยู่ที่ไหน ลูกโทน เจ้าอยู่ที่ไหน"
เมื่อเขามาเฝ้าพระพุทธเจ้า พระองค์ตรัสกับเขาว่า
"ข้อนี้เป็นอย่างนั้น คหบดี เพราะว่า โสกะ (ความเศร้าโศก) ปริเทวะ (ความคร่ำครวญ) ทุกข์ (ความทุกข์กาย) โทมนัส (ความทุกข์ใจ) และอุปายาส (ความคับแค้นใจ) เกิดจากสิ่งอันเป็นที่รัก มีมาจากสิ่งอันเป็นที่รัก"
พุทธพจน์จากปิยชาติกสูตร — พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๓ ข้อ ๓๕๓
คหบดีฟังแล้วเถียงทันที: "จะเป็นอย่างนั้นได้อย่างไร ความยินดีและความดีใจต่างหาก ที่เกิดจากสิ่งอันเป็นที่รัก" แล้วเขาก็ลุกเดินจากไป ไปเจอนักเลงเล่นสะกา (การพนันสมัยนั้น) เล่าให้ฟัง พวกนักเลงเห็นด้วยกับเขา — เขาพอใจว่า "ความเห็นของเราตรงกับพวกนักเลงสะกา"
เรื่องเล่าลือไปถึงวัง พระเจ้าปเสนทิโกศลถามพระนางมัลลิกาว่าจริงไหมที่พระพุทธเจ้าว่าอย่างนั้น พระนางมัลลิกาไม่เถียงพระสวามีตรงๆ แต่ส่งพราหมณ์ไปทูลถามพระพุทธเจ้าให้แน่ใจก่อน พระพุทธเจ้ายืนยัน และทรงยกตัวอย่างที่เกิดจริงในกรุงสาวัตถี — หญิงที่แม่ตายจนเสียสติ เดินถามทุกถนนทุกตรอกว่า "พวกท่านได้พบมารดาของฉันบ้างไหม" ชายที่ภรรยาตายก็เช่นกัน
จากนั้นพระนางมัลลิกาจึงเข้าไปถามพระเจ้าปเสนทิโกศลทีละคำถาม:
ทุกข้อพระราชาตอบเหมือนกัน: "ทำไมความโศกจักไม่เกิดขึ้นแก่เราเล่า" — แล้วพระองค์ก็เห็นเองว่า ทุกความโศกที่เป็นไปได้ในชีวิต ล้วนผูกอยู่กับสิ่งที่รักทั้งนั้น ในที่สุดทรงลุกขึ้น ประนมหัตถ์ไปทางที่พระพุทธเจ้าประทับ เปล่งวาจา "ขอนอบน้อมพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น" สามครั้ง
พระพุทธเจ้าไม่ได้บอกว่าอย่ารัก และไม่ได้ตำหนิพ่อที่ร้องไห้หาลูก พระองค์เพียงชี้ความจริงที่เราไม่อยากมองตอนยังสุขอยู่: ความรักกับความโศกมาจากรากเดียวกัน วันที่เรารับใครสักคนเข้ามาเป็น "ที่รัก" เราได้เซ็นสัญญากับความสูญเสียล่วงหน้าแล้ว ไม่ใช่เพราะโลกใจร้าย แต่เพราะทุกสิ่ง "มีความแปรผันเป็นธรรมดา"
การเห็นความจริงข้อนี้ไม่ได้ทำให้ความเศร้าหายทันที — แต่มันเปลี่ยนคำถามในใจ จาก "ทำไมต้องเป็นเรา" (ซึ่งไม่มีคำตอบ) เป็น "ความโศกนี้คือราคาของความรักที่เราได้รับมาตลอด" (ซึ่งพออยู่กับมันได้)